วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อุปกรณ์ต่อพ่วง(flash drive)

Flash Drive 
(หรือที่หลายคนเรียก Handy Drive, Thumb Drive, USB Drive) 
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหรือไฟล์จากคอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา สะดวกในการพกพาติดตัว แต่ในขณะเดียวกันมีความจุสูง สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากตั้งแต่ 2 GB ถึง 16 GB และขนาดความจุข้อมูลก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แฟลชไดร์ฟ, แฮนดี้ไดร์ฟ เป็นอุปกรณ์นวัตกรรม IT ที่ในอนาคตทุกคนจะต้องมีและใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา เพราะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน และมีประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือ:

    •  ความจุข้อมูลสูง ตั้งแต่ 2 GB ถึง 16 GB
    •  ใช้เก็บข้อมูลได้ทุกประเภท ทั้งไฟล์ข้อมูล, เอกสาร, พรีเซ็นเตชั่นสไลด์, เพลง MP3, รูปภาพดิจิตอล, วีดีโอ, และอื่นๆ 
    •  สามารถใช้ได้ทันทีกับคอมพิวเตอร์และโน็ตบุ๊ค ทุกเครื่องทุกระบบ 
    •  สามารถใช้ได้กับ Windows, Linux, Apple iMac, Apple iBook
    •  สะดวกในการใช้งาน เพียงแค่เสียบ Flash Drive เข้าช่องต่อ USB 
    •  ใช้งานง่าย คุณสามารถทำการเขียน/อ่าน/ลบ/แก้ไข ข้อมูลในนั้นได้โดยตรงเหมือนกับฮาร์ดดิสไดร์ฟปกติ 
    •  มีความทนทานสูง ทั้งภายในและภายนอก
    •  เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่สร้างจากเทคโนโลยีที่มีความทนทานสูงที่สุดในปัจจุบัน Solid-State Storage Technology 
    •  เวลาใช้งาน ข้อมูลของคุณจะปลอดภัยไม่ว่าจะเกิดการตกหล่น กระแทก หรือขูดขีด 
    •  มีขนาดเล็ก บาง เบา สามารถพกติดตัวได้สะดวก 
    •  ใช้เล่นเพลง MP3 ได้ (เฉพาะรุ่นที่มี MP3 Player)

เฟลชไดร์ฟ (Flash drive)Print

ผลลัพธ์ 1 - 18 จาก 18   เรียงลำดับ ขึ้น
Flash Drive 01

Flash Drive 01

SKU. CKP-E0100
USB 2.0 Flash drive แบบฝาเปิด
Flash Drive 02

Flash Drive 02

SKU. CKP-E0101
USB 2.0 Flash drive แบบฝาเปิด
Flash Drive 03

Flash Drive 03

SKU. CKP-E0102
USB 2.0 Flash drive แบบหมุน
Flash Drive 04

Flash Drive 04

SKU. CKP-E0108
USB 2.0 Flash drive โลหะ แบบหมุน
Flash Drive 05

Flash Drive 05

SKU. CKP-E0103
USB 2.0 Flash drive รูปทรงกระป๋อง
Flash Drive 06

Flash Drive 06

SKU. CKP-E0104
USB 2.0 Flash drive รูปทรงบัตรเครดิต
Flash Drive 07

Flash Drive 07

SKU. CKP-E0105
USB 2.0 Flash drive ใช้วัสดุเป็นไม้ แบบหมุน
Flash Drive 08

Flash Drive 08

SKU. CKP-E0109
USB 2.0 Flash drive ใช้วัสดุเป็นไม้ แบบฝาเปิด
Flash Drive 09

Flash Drive 09

SKU. CKP-E0107
USB 2.0 Flash drive แบบหนัง
Flash Drive 10

Flash Drive 10

SKU. CKP-E0106
USB 2.0 Flash drive แบบหนัง
Flash Drive 11

Flash Drive 11

SKU. CKP-E0110
USB 2.0 Flash drive แบบฝาเปิด
Flash Drive 12

Flash Drive 12

SKU. CKP-E0111
USB 2.0 Flash drive แบบสายคล้องข้อมือ
Flash Drive 13

Flash Drive 13

SKU. CKP-E0112
USB 2.0 Flash Drive แบบสายคล้องคอ
Flash Drive 14

Flash Drive 14

SKU. CKP-E0113
USB 2.0 Flash Drive โลหะ รูปขวด
Flash Drive 15

Flash Drive 15

SKU. CKP-E0114
USB 2.0 Flash Drive โลหะ รูปทองแท่ง
Flash Drive 17

Flash Drive 17

SKU. CKP-E0117
USB 2.0 Flash Drive พลาสติก รูปทรงหุ่นยนต์ Transformer
Flash Drive 18

Flash Drive 18

SKU. CKP-E0118
เฟลชไดร์ฟโลหะ สีแดง พร้อมการตกแต่งแบบจีน
Mini Flash Drive 01

Mini Flash Drive 01

SKU. CKP-E0116
USB 2.0 Flash drive ขนาดจิ๋ว แบบหมุน
 
การเลือกซื้อ Flash Drive
      พอร์ตการเชื่อมต่อปกติเป็พอร์ต USB 1.1 และ USB 2.0 ให้เลือก USB2.0 เพราะจะมีความเร็วต่างกันมาก แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเครื่องคอมฯ ของคุณมีพอร์ต USB เวอร์ชั่น 1.1 ก็สามารถใช้งานร่วมกันได้เช่นกัน
                          
   ความจุ

เดิมความจุเริ่มต้นด้วย?8, 16, 32, 64, 128 และ 256 MB??แต่ปัจจุบัน เริ่มต้นกันที่ 1,024 MB หรือ 1, 2, 4, 8, 16?GB แล้วครับ?
         ความสามารถอื่นๆ
ถ้าต้องการมากกว่าบันทึกข้อมูลแล้ว การพิจารณา 
Flash Drive ในอยู่ในรูปของ 4 in 1 ซึ่งมีความสามารถพิเศษอื่นๆ เพิ่มคือ ฟังวิทยุ เล่นไฟล์ MP3, บันทึกเสียง และท้ายสุดบันทึกข้อมูลได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ราคาเมื่อเทียบกับความจุแล้ว จะต่างกันมาก
  ขนาด
ไม่มีผลกับความจุ แต่อย่างไรก็ตาม ขนาดโดยทั่วไปจะทำกับปากกา บางยี่ห้อมีการทำ 
Mini Flash Drive ซึ่งมีขนาดเล็กลงไปอีก ซึ่งสามารถใช้ห้อยคอได้ด้วย
    ความเข้ากัน 
Flash Drive จะใช้งานได้ดีกับ Windows ME, 2000 และ XP โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Driver แต่สำหรับ Windows 98 จำเป็นต้องมีการลง Driver ก่อนการใช้งาน
  ไฟแสดงสถานะ?
บางรุ่นจะมีไฟ LED เล็กๆ แสดงอยู่ ทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่า Flash Drive ถูกใช้งานอยู่
ทิปการใช้งาน 

 Flash Driver หลังจากเลือกซื้อได้แล้ว อย่าลืมศึกษาเรื่องการใช้งานสักนิด เพราะว่าการเสียบ Flash Drive เข้ากับคอมฯ ในช่อง USB นั้น สามารถเสียบได้ทันที แต่กรณีที่ต้องการถอดออก โดยไม่ต้องการปิดเครื่องคอมฯ นั้น ให้ทำการ Stop การใช้งานก่อน เพราะมิฉะนั้น อาจทำให้ Flash Drive เสียหายได้..

อุปกรณ์ต่อพ่วง(memary)

 Memory (หน่วยความจำ)
 เป็นอุปกรณ์อีเลคโทรนิคส์ ที่ใช้เก็บคำสั่ง และข้อมูลที่ไมโครเซสเซอร์ สามารถเข้าถึงได้เร็ว เมื่อคอมพิวเตอร์ อยู่ในการทำงานปกติ หน่วยความจำจะเก็บส่วนใหญ่ของระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมประยุกต์บางส่วนหรือทั้งหมด และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน หน่วยความจำมักจะใช้ ในความหมายเดียวกับหน่วยความจำชั่วคราว หน่วยความจำชนิดนี้ ตั้งอยู่บนไมโครซิปหนึ่ง หรือมากกว่า ใกล้กับไมโครโพรเซสเซอร์ในคอมพิวเตอร์ การมีขนาด RAM ยิ่งมากจะช่วยลดความถี่ของคอมพิวเตอร์ ในการเข้าถึงคำสั่ง และข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เวลามาก บางครั้งหน่วยความจำได้รับการแยก จากการเป็นที่เก็บ หรือตัวกลางทางกายภาคที่ใช้เก็บข้อมูล จำนวนมากที่มากกว่า RAM และอาจจะไม่ต้องการในเวลานั้น อุปกรณ์การเก็บรวมถึงฮาร์ดดิสก์, ฟล๊อปปี้ดิสก์, CD-ROM และระบบเทปสำรองข้อมูล คำว่า auxiliary storage, auxiliary memory และ secondary memory ใช้สำหรับที่เก็บข้อมูลประเภทนี้
หน่วยความจำอีกชนิดที่เข้าถึงได้เร็ว คือ read-only-memory (ROM), programmable ROM และ erasable programmable ROM หน่วยความจำเหล่านี้ใช้เก็บโปรแกรมพิเศษและข้อมูล เช่น basic input/output system (BIOS) ซึ่งคอมพิวเตอร์ต้องการตลอดเวลา
ประเภทของ memory card ต่างๆ 1.PCMCIA Card หรือ PC Card เป็นจุดกำเนิดของ การ์ด โดยถูกพัฒนาขึ้นมาจากอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในยุคปลายทศวรรษที่ 80 จุดประสงค์คือต้องการให้คอมพิวเตอร์แลปท๊อปสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกได้ มีด้วยกัน 3 แบบคือ
1.PCMCIA Type I บางสุด
2. PCMCIA Type II แบบกลางๆ
3. PCMCIA Type III ใหญ่สุด

2. Compact Flash Card
เป็นการพัฒนาจาก PCMCIA Card ให้มีขนาดลดลงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้สั้นลง และยังคงความสามารถในการจุความจำข้อมูล โดยในปี 1994 Kodak , Cannon , Polaroid ได้ร่วมกับ Sandisk เพื่อการพัฒนาหน่วยความจำแบบนี้ขึ้นมาซึ่งมีชื่อเรียกว่า Compact Flash หรือ CF Card โดยต้องการนำไปใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ในด้านการถ่ายภาพ เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นหลัก แต่ก็มีบ้างที่ถูกนำมาพัฒนาเป็นอุปกรณ์เสริมที่ใช้ต่อกับคอมพิวเตอร์อย่าง Pocket PC หน่วยความจำสูงสุดในตอนนี้คือ 4GB ปัจจุบันใช้ในกล้องดิจิตอลลดลง แต่กลับไปเพิ่มที่ เครื่องเล่น mp3 อย่าง ipod Mini ของ apple เป็นต้น

3. SmartMedia Card 
เป็นการพัฒนาโดยการกำหนดมาตรโดย Olympus และ Fujifilm โดยใช้ในการเก็บข้อมูลของภาพดิจิตอลของ ทั้งสองบริษัทนี้ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ โดยจุดที่ได้เปรียบของการ์ดรุ่นนี้คือ บางกว่า CF Card โดยทั้งสองประเภทถูกพัฒนาพร้อมๆกัน แต่ก็มีข้อเสีย ก็มีอยู่คือ การ์ดชนิดนี้จะเก็บได้แต่ข้อมูลอย่างเดียว ไม่มีความจำที่จะควบคุมการ์ด โดยส่วนควบคุมจะติดอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมเท่านั้น การ์ดตัวนี้ไม่ค่อยจะแพร่หลายนัก เพราะเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Olympus และ Fujifilm เท่านั้น ในปัจจุบันเลิกผลิตการ์ดนี้ไปแล้ว

 

4. MMC [MultimediaCard] และ RS-MMC [Reduced – size MMC]
เริ่มต้นในปี 1997 โดย Sandisk ร่วมกับ Nokia และ Ericsson ได้ทำการพัฒนาหน่วยความจำแบบใหม่นี้มาใช้กับโทรศัพท์มือถือ จุดเด่นของการ์ดนี้คือ บางเพียง 1.4 mm. ซึ่งถือว่าบางที่สุดในขณะนั้น เหมาะสำหรับนำไปใช้อุปกรณ์ อย่างกล้องดิจิตอล โทรศัพท์มือถือ Pocket PC โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนาความจุไปถึง 4 GB ปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง เรียกว่า RS-MMC เพื่อใช้กับมือถือเป็นหลัก ซึ่งได้แก่รุ่นต่างๆ เช่น 7610 เป็นต้น
DVRS-MMC = มีขนาดเท่ากับ RS-MMC ระบบ dual volt (แรงดันไฟ 2 ระดับ) ใช้กับมือถือรุ่น 6630, 6670, 6680, 6681และใช้กับมือถือที่ใช้ MMC และ RS-MMC

 

5.SD Card [ SecureDisk Card ] และ Mini SD
การ์ดชนิดเริ่มขึ้นหลังจาก MMC อยู่ในตลาดได้ไม่นาน โดยที่ Toshiba และ Panasonic เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และได้ร่วมพัฒนาไปกับ Sandisk รูปร่างของ SD และ MMC จะมีความกว้างและความยาวเท่ากัน และ SD จะหนากว่า MMC โดยหนาประมาณ 2.1 mm. ซึ่งความหนานี้มีส่วนช่วยให้ความจุของการ์ดชนิดนี้มีมากขึ้น รวมถึงเรื่องขั้ว Connecter ของการ์ดจะมีความต่างจาก MMC อยู่ 2 ขา กล่าวคือใน MMC จะมีขาทั้งหมด 7 ขา ส่วนใน SD จะมี 9 ขา ซึ่งจุดนี่เองที่ทำให้ SD เป็นที่นิยมต่อจาก MMC เพราะสามารถโอนข้อมูลได้รวดเร็วกว่า MMC ถึง 2 เท่า กล่าวคือ ใน MMC ความเร็วในการโอนข้อมูลจะอยู่ที่ประมาณ 1Mbps ส่วนใน SD จะมีความเร็วของโอนข้อมูลอยู่ประมาณ 2 Mbps ส่วนฟังก์ชันที่เพิ่มเข้ามาใน SD คือ การป้องกันเขียนซ้ำได้ โดยจะมีตัวเลื่อนล็อคในด้านข้างของ SD แต่ MMC ก็ใช่ว่าจะเสียเปรียบทุกอย่าง มีข้อดีเหมือนกันตรงที่ว่า พื้นที่ในการเก็บทุก 64 MB จะมีการสูญเสียพื้นที่ประมาณ 0.5 MB ส่วนของ SD จะมีการสูญเสียในการเก็บ 64 MB อยู่ประมาณ 1.5 MB ซึ่งห่างกันมาก ส่วนความจุของ SD ก็มีตั้งแต่ 32 MB ไปจนถึง 6 GB แล้วในปัจจุบัน

6.Memory Stick – Memory Stick Pro – Memory Stick Duo – Memory Stick Pro Duo
Memory Stick เป็นการพัฒนาจาก Sony ซึ่งนำมาเก็บข้อมูลต่างๆ จากอุปกรณ์ของ Sony เอง เช่น กล้องถ่ายและบันทึกภาพ เครื่องบันทึกเสียง โทรศัพท์เคลื่อนที่ Palm และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น ข้อเด่นของ การ์ดแบบนี้คือ กินกระแสไฟต่ำ การเขียนและอ่านรวดเร็ว โดยขนาดของความจุจะขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น เช่น memory Stick จะมีความจุ 256 MB และ memory Stick Duo จะมีความจุ 2 GB memory Stick Duo ถูกพัฒนาเพื่อให้ใช้ในเครื่องมือถือและกล้องดิจิตอลโดยเฉพาะ ที่ต้องอาศัยขนาดการ์ดที่เล็กมีความจุสูงสุดอยู่ที่ 256 MB และ Memory Stick Pro Duo จะมีขนาดเท่ากับ Memory Stick Duo แต่มีความจุมากกว่า ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ 1 GB โดยที่จะมี Adapter ช่วยแปลงมาเป็น Memory Stick ได้อีกด้วย โดยปัจจุบันการ์ดรุ่นนี้จะใช้ใน มือถือของโซนี่อีริกสันหลายรุ่น เช่น P910i P900 K750i S700i เป็นต้น ซึ่งการ์ดนี้จะเป็นการ์ดที่มีราคาค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับการ์ดด้านบน


7. TransFlash Card
เป็นการพัฒนาโดยความร่วมมือของ Motorola และ Sandisk โดยได้มีการพัฒนาให้เป็นการ์ดที่ใช้ในโทรศัพท์แท้จริง เมื่อมันมีรูปร่างเพียง 11 x 15 mm. หนาเพียง 1mm. โดยมีการกินไฟที่ต่ำมาก แต่มีความจุถึง 1GB โดยปัจจุบัน Motorola ได้นำมาใช้กับมือถือของค่ายเค้า ในการเก็บข้อมูลทั้งโปรแกรมและสิ่งบันเทิงต่างๆ และนอกจากนี้การ์ดประเภทนี้สามารถใช้ adapter แปลงให้มาเป็น SD Card ได้อีกด้วย


8. MMC micro
เป็นการพัฒนามาจาก MMC และ RS-MMC มีขนาดเป็น 1 ใน 3 ของ RS-MMC มีรูปร่าง 12 x 14 x 1.1 mm. ความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 10 MB ต่อวินาที และเขียน 7 MB ต่อวินาที ซึ่งนับว่าเร็วมาก สามารถลบและเขียนซ้ำลงไปได้ประมาณ 100,000 ครั้ง ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับมือถือติดกล้อง Megapixelโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ Samsung มีความจำขนาด 32MB 64MB และ 128MB มีกำหนดออกวางจำหน่ายต้นปี 2006 คับ
9. SD-USB memory card
เป็นการพัฒนาของ Sandisk เพื่อจุดประสงค์ในการเสียบต่อความจำภายนอกโดยไม่ต้องผ่านอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น การ์ดรีดเดอร์ อุปกรณ์ flash ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมีความเร็วในการอ่านและเขียนเร็วกว่า RS-MMC คือจะมีการอ่านที่ 8.04 MB/s และการเขียนที่ 6.83MB/s มีขนาดเท่า RS-MMC ทั้งขนาดและรูปร่าง แต่จะมีส่วนที่กลายเป็นช่องเสียบในที่เสียบ USB ของคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ค และอีกด้านหนึ่งเป็นที่เสียบเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้เก็บหน่วยความจำ การใช้งานคล้าย handy drive  แต่มันใช้ได้มากอุปกรณ์กว่า

การเลือกซื้อเมมโมรี่การ์ด (Memory Card)

ขั้นตอนที่ 1 : ตรวจสอบรูปแบบเมมโมรีjการ์ด (Memory Card) ที่คุณใช้

  1. ดูที่คู่มือของกล้อง , โทรศัพท์ หรือ อุปกรณ์ที่คุณใช้อยู่ว่ารองรับการใช้เมมเมรี่การ์ด (Memory Card) แบบไหน  ถ้าคู่มือเป็นภาษาอังกฤษให้ดูตรงที่มีข้อความอย่าง เช่น  “memory card compatability” or “storage ส่วนใหญ่จะมีอยู่ในหน้าสรุปรายละเอียด หรือ สเปกสินค้า (Product Details , Product Specification)
  2. ถ้าคุณไม่สามารถหาคู่มือให้ดูที่ฝาช่องเสียบการ์ดหน่วยความจำ จะมีเครื่องหมายบอกอย่างเช่น

ขั้นตอนที่ 2 : ตรวจสอบความจุ (Capacity)

- ความจุเยอะก็จะเก็บข้อมูล รูป หรือ เพลงได้เยอะ และความจุยิ่งเยอะ การ์ดก็จะมีราคาแพงสูงขึ้นตามไปด้วย
- อุปกรณ์บางอย่างรองรับความจุที่จำกัด เช่น กล้องรุ่นเก่าอาจรองรับความจุสูงสุดได้แค่ที่ 2 GB

ขั้นตอนที่ 3 : ความเร็วของการ์ด (Speed)

ที่ตัวการ์ดจะมีเครื่องหมายอย่าง เช่น 4X , 12X อยู่นั้นหมายถึงความเร็วในการเขียนต่อวินาที เครื่องหมาย X มีความหมายคือ .. ร้อยกว่ากิโลไบท์ต่อวินาที (kb/s)
เช่น 1x คือความเร็วในการเขียน 150 กิโลไบท์ต่อวินาที (KB/s)
4x คือ 400 กว่ากิโลไบท์ต่อวินาที (KB/s)
สำหรับผู้ใช้กล้องดิจิตอลหรือวีดีโอ
ความเร็วมีผล อย่างเช่น
ผู้ใช้กล้องแบบมืออาชีพ (กล้องโปร หรือ DSLR) 
ภาพจะมีความละเอียดสูงเวลาจัดเก็บภาพจะใช้เวลานานกว่าปกติ ความเร็วย่นเวลาในการจัดเก็บภาพหลังถ่ายเสร็จ
การถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนไหว อย่าง เช่น กีฬา ทำให้ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วขึ้น
การถ่ายวีดีโอ ความเร็วจะช่วยทำให้การถ่ายภาพสมูธขึ้น


อุปกรณ์ต่อพ่วง(กล้องดิจิตอล)

กล้องดิจิตอล 
คือ กล้องสำหรับบันทึกภาพถ่ายเป็นระบบดิจิตอล พัฒนามาจากกล้องถ่ายรูป ที่เป็นแบบฟิล์ม ทำให้ไม่ต้องล้างฟิล์ม อัดรูปกันให้เสียเวลา เพียงแค่ใช้กล้องดิจิตอลบันทึกภาพ และกลไกการทำงานจะบันทึกภาพลงไปในเมมโมรี่การ์ด หลังจากนั้น ก็เอาเมมโมรี่การ์ด ใส่เข้าไปในการ์ดรีดเดอร์ เพื่อดึงรูปภาพออกมาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ต่อไป ซึ่งการใช้กล้องดิจิตอลนี้ราคาถูกกว่ามาก ในเรื่องการเก็บภาพถ่าย ที่สำคัญ ได้รูปภาพที่เยอะกว่า รูปไหนเราไม่ต้องการใช้ ก็สามารถลบได้เลย     
  

กล้องดิจิตอลมีกี่ชนิด และมีอะไรบ้าง?

กล้อง Compact จิ๋วแต่แจ๋วพลังสูง

กล้อง Mirror less รวมจุดเด่นของกล้องทุกชนิด

กล้องถ่ายรูป  นับเป็นเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจาก "กล้อง ออบสคูร่า" (Obscura) ที่มีลักษณะเป็นกล้องมืด (Dark room) และได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ โดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ ซึ่งกล้องปัจจุบันนี้สามารถแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้  ดังนี้

♫ 1. กล้องบ๊อกซ์ (Box Camera)
เป็นกล้องที่ไม่มีกลไกสลับซับซ้อน  มีขนาดรูรับแสงคงที่  อาจเป็น 8 หรือ 11 อันใดอันหนึ่ง  และมีความเร็วชัตเตอร์เดียวปกติประมาณ 1/60  กล้องชนิดนี้ให้ระยะชัดตั้งแต่ 6 ฟุตขึ้นไปจนถึงไกลที่สุด  ขนาดของฟิล์มที่ใช้กับกล้องชนิดนี้อาจเป็นฟิล์มขนาด 120, 127 และ 620  บางชนิดอาจใช้ฟิล์มขนาด 126 ก็ได้  อย่างไรก็ตามกล้องชนิดนี้ถ่ายรูปได้ดีในสภาพที่มีแสงเพียงพอ


♫ 2. กล้องพับ (Folding Camera)
เป็นกล้องที่มีห้องมืดชนิดพับระหว่างตัวกล้องกับเลนส์  สามารถพับ เห็บ หรือยืดออกมาได้  นอกจากนั้นกล้องชนิดนี้ยังเพิ่มขนาดของรูรับแสง  และสามารถปรับเปลี่ยนความเร็วของชัตเตอร์ได้หลายระดับมากยิ่งขึ้น  และอาจใช้กับไฟแวบอีกด้วย  ฟิล์มที่ใช้อาจมีขนาดต่างๆ เช่น 120, 127 และ 620 เป็นต้น


♫ 3. กล้องรีเฟล็กซ์ (Reflex Camera) 
กล้องชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ  คือ
3.1 แบบเลนส์คู่ (Twin Lens Reflex)  บางครั้งอาจเรียกว่ากล้อง TLRซึ่งเคยได้รับความนิยมมากในสมัยก่อน  กล้องชนิดนี้มีเลนส์ 2 ตัว  เลนส์ตัวบนทำหน้าที่สะท้อนภาพเข้าสู่ช่องมองภาพซึ่งมีกระจกเป็นตัวสะท้อน  ทำให้ผู้ถ่ายรูมองเห็นวัตถุที่จะถ่ายได้  ส่วนเลนส์ตัวล่างทำหน้าที่รับแสง  เพื่อส่องผ่านไปยังฟิล์ม  กล้องรีเฟล็กซ์เลนส์คู่นี้ได้รวมเอาข้อดีของกล้องใหญ่ (View Camera) และกล้องเรนจ์ไฟเดอร์ (Range finder) เข้าด้วยกัน  โดยเฉพาะสามารถมองภาพจากข้างบนกล้องได้  โดยลดกล้องให้ต่ำลง  แล้วมองภาพจากช่องมองได้สะดวกสบาย  อย่างไรก็ตามกล้องชนิดนี้ก็มีข้อเสีย  เนื่องจากใช้เลนส์ 2 ตัว ตั้งอยู่ในแนวดิ่งซึ่งกันและกัน  ดังนั้นภาพที่มองเห็นจากเลนส์ตัวบน  อาจจะไม่เหมือนกันกับภาพที่ถ่าย  ซึ่งเรียกว่าเกิดอาการผิดเพี้ยนจากการตัดส่วนของภาพ (Parallax)  ยิ่งเป็นการถ่ายรูปใกล้ๆ  บางส่วนของภาพจะถูกตัดออกไป  แม้ว่าเวลามองที่ช่องมองภาพนั้นเป็นภาพสมบูรณ์ก็ตาม  อีกประการหนึ่งภาพที่เห็นที่ช่องมองภาพจะกลับซ้ายเป็นขวาเสมอ  นอกจากนี้  กล้องชนิดนี้ส่วนมากจะเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้  จึงเป็นข้อเสียเปรียบเช่นกัน  ฟิล์มที่ใช้อาจมีขนาด 120, 220 หรือ 35 มม. ก็ได้

3.2 แบบเลนส์เดี่ยว (Single Len Reflex)  หรือเรียกว่า SLR ซึ่งเป็นที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน  เพราะสะดวกและง่ายต่อการประกอบภาพ  นอกจากนั้น  ยังมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ร่วมกันได้มากมาย  กล้องชนิดนี้สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้  และไม่มีอาการผิดเพี้ยนจากการตัดส่วนภาพ (Parallax) เลย  เพราะใช้เลนส์ตัวเดียวทำหน้าที่ทั้งมองภาพ หาระยะชัด และบันทึกภาพ  อย่างไรก็ตามกล้องชนิดนี้ก็มีข้อเสียเปรียบ คือ อาจจะชำรุดได้ง่ายเพราะการกระดกขึ้นลง ของกระจก 45 องศา  อีกประการหนึ่ง  เมื่อกดชัตเตอร์จะมีเสียงดังมาก  อาจทำให้เกิดการรบกวนได้  โดยเฉพาะถ้านำไปถ่ายรูปสัตว์  อาจทำให้สัตรว์ตื่นตระหนกตกใจได้  นอกจากนั้นเมื่อถ่ายรูปในที่ๆ มีแสงน้อย อาจทำให้การมองภาพที่ช่องมองไม่ชัดเจน  เพราะมีการสะท้อนหลายครั้งที่กระจกและปริซึมภายในตัวกล้อง  ทำให้ความเข้มของแสงลดลงไปได้  กล้องรีเฟลกซ์เลนส์เดี่ยวส่วนมากใช้ระบบชัตเตอร์ม่านจึงทำให้ใช้ความเร็วของชัตเตอร์ได้สูงมาก  การเปลี่ยนขนาดของรูรับแสงก็มีมาก  ฟิล์มที่ใช้กับกล้องชนิดนี้มีเบอร์ 135, 126, 120, 220 และ 110 ซึ่งสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มาก


♫ 4. กล้องเล็ก (Miniature Camera)
กล้องเล็ก (Miniature Camera) หรือ กล้องวิวไฟเดอร์ (View finder)บางคนก็เรียกว่า เรนจ์ไฟเดอร์ (Range Finder) หรือเรียกว่า กล้อง 35 มม.  มาตรฐาน (35 mm. Standard Camera)  เพราะใช้กับฟิล์มขนาดมาตรฐาน คือ 35 มม.  กล้องชนิดนี้เหมาะที่สุดสำหรับนักถ่ายภาพสมัครเล่น  เพราะออกแบบเพื่อให้สะดวกสบายในการจับถือ  มีทั้งชนิดที่ต้องปรับแต่ง  และไม่ปรับแต่งความชัด  ความเร็วชัดเตอร์และขนาดของรูรับแสง  กล้องชนิดนี้มีลักษณะกระทัดรัด  ใช้ง่าย  ราคาไม่แพงนัก  อย่างไรก็ตามก็มีข้อเสียคือภาพถ่ายอาจเกิดอาการผิดเพี้ยนจากการตัดส่วนของภาพ (Parallax) ได้ถ้าถ่ายรูปใกล้กว่า 3 ฟุต  เนื่องจากหน้าต่างหาระยะชัดของภาพตั้งอยู่คนละแห่งกับเลนส์  คือจะอยู่เหนือเลนส์ถ่ายรูปเล็กน้อย  ในปัจจุบันกล้องชนิดนี้ได้พัฒนาให้เปลี่ยนเลนส์ได้  และมีอุปกรณ์อื่นๆ ประกอบมากมายจึงทำให้มีผู้นิยมกล้องชนิดนี้อยู่พอสมควร


♫ 5. กล้องเล็กพิเศษ (Ultra-Miniature Camera)
 กล้องเล็กพิเศษ (Ultra-Miniature Camera) หรือกล้องนักสืบ  เป็นกล้องที่มีน้ำหนักเบามาก  กะทัดรัด  มีขนาดเล็ก  สามารถพกติดตัวไปได้สะดวกสบาย  และสามารถแอบซ่อนเพื่อบันทึกภาพในกรณีที่ไม่ให้ผู้ถูกถ่ายรูปสังเกตได้  กล้องชนิดนี้ปรับหน้ากล้องโดยอัตโนมัติ  มีไฟแวบพร้อมในตัวกล้อง  ใช้ฟิล์ม 16 มม. และกลักเบอร์ 110


♫ 6. กล้องหนังสือพิมพ์ (Press Camera)
เป็นกล้องที่ออกแบบใช้กับงานด้านหนังสือพิมพ์  ตัวกล้องมีขนาดใหญ่  ส่วนประกอบของกล้องคล้ายคลึงกับกล้องพับ  คือมีเบลโล (Bellow)  สามารถปรับยืดย่นย่อได้ตามต้องการ  ปกติกล้องชนิดนี้ใช้กับฟิล์ม 120 หรือฟิล์มแผ่นขนาด  2 1/4 x 3 1/4 นิ้ว และ 4 x 5  เนื่องจากกล้องมีน้ำหนักมาก  ดังนั้น  นักข่าวหนังสือพิมพ์และนิตยสารในปัจจุบันจึงหันมาใช้กล้องแบบสะท้อนเลนส์เดี่ยวแทน


♫ 7. กล้องใหญ่ (Studio Camera)
บางครั้งเรียกว่ากล้องวิว (View Camera) เป็นกล้องที่นิยมใช้ตามร้านถ่ายรูปเพื่อธุรกิจการค้า  กล้องชนิดนี้มีขนาดใหญ่โตมีน้ำหนักมากจึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งานภายนอกห้องถ่ายรูป  และในการใช้กล้องจำเป็นต้องมีขาตั้ง (Tripod) รองรับตัวกล้อง  ฟิล์มที่ใช้กับกล้องชนิดนี้เป็นฟิล์มแผ่นมีขนาดต่างๆ เช่น 2 x 3นิ้ว  5 x 7 นิ้ว  8 x 10 นิ้ว และ 11 x 14 นิ้ว  เมื่อถ่ายรูปเสร็จสามารถถอดฟิล์มออกได้ทันที  ข้อดีของกล้องชนิดนี้ คือ จะไม่เกิดอาการผิดเพี้ยนจากการตัดส่วนของภาพ (Parallax) และยังสามารถมองเห็นภาพที่ช่องมองได้อย่างดี  เพราะที่มองมีขนาดใหญ่  ทำให้เห็นรายละเอียดของภาพที่จะบันทึกนั้นได้ดี  เนื่องจากมีกระจกขยายอันเป็นส่วนประกอบในช่องมองภาพ  นอกจากนั้นยังสามารถปรับมุมของภาพได้ตามต้องการ  อย่างไรก็ตามกล้องชนิดนี้ก็มีข้อเสียเปรียบ คือ ภาพที่เกิดขึ้นที่ช่องมองภาพนั้นจะมีลักษณะหัวกลับและกลับซ้ายขวา  อีกทั้งภาพจะไม่ชัดเจน  ดังนั้นผู้ถ่ายรูปต้องใช้ผ้าสีดำคลุมข้างหลังกล้องบนช่องมองภาพ และคลุมศีรษะผู้ใช้ให้สามารถมองภาพได้ชัดเจนในขณะปรับความคมชัด


♫ 8. กล้องถ่ายรูปที่สร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ

8.1 กล้องถ่ายรูปแบบสเตอริโอ (Stereo Camera) หรือเรียกว่ากล้องถ่ายรูปสามมิติ (Three Dimension Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบมาเพื่อถ่ายรูปสามมิติ  ในตัวกล้องจะมีเลนส์ 2 ตัว  เมื่อถ่ายรูปจะได้ 2 ภาพ  ซึ่งภาพแรกเป็นภาพที่ตาข้างขวามองเห็น  และภาพที่ 2 เป็นภาพที่ตาข้างซ้ายมองเห็น  ดังนั้นภาพทั้งสองจึงมีความแตกต่างกันเล็กน้อย  ในเวลาที่ดูภาพลักษณะนี้  ต้องใช้เครื่องดูภาพพิเศษ  จึงจะทำให้เห็นภาพ 3 มิติได้อย่างชัดเจน

8.2 กล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ (Polaroid Camera) เป็นกล้องถ่ายรูปที่เมื่อถ่ายเสร็จจะได้ภาพทันที  เพราะมีกระบวนการล้างอัดอยู่ในตัวฟิล์ม  สร้างภาพภายในเวลาเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น  ภาพที่จะเป็นภาพโฟสิติฟ (Positive)  กล้องชนิดนี้เหมาะในการใช้งานที่ต้องการความรวดเร็วรีบด่วน  และเพื่องานบางอย่างเท่านั้น  ข้อเสียก็คือฟิล์มที่ใช้กับกล้องชนิดนี้มีราคาค่อนข้างสูง  และภาพที่ได้ไม่มีความคงทนเก็บไว้ได้ไม่นานเหมือนขบวนการถ่ายรูปทั่วๆ ไป

8.3 กล้องถ่ายรูปทางอากาศ (Aerial Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบมาใช้งานเฉพาะการถ่ายรูปทางอากาศเท่านั้น  มีน้ำหนักมาก  ใช้ติดตั้งกับเครื่องบิน หรือยานอวกาศเพื่อการถ่ายรูปสำรวจหรือทำแผนที่ต่างๆ  ส่วนประกอบของกล้องชนิดนี้ถูกออกแบบพิเศษมาเพื่อใช้งานเฉพาะ  จึงไม่สามารถที่จะนำมาใช้ในงานทั่วๆ ไปได้

8.4 กล้องถ่ายรูปใต้น้ำ (Under Water Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบมาเพื่อใช้ถ่ายรูปใต้น้ำโดยเฉพาะ  ตัวกล้องบรรจุอยู่ในกล่องที่แข็งแรงกันน้ำเข้า  และทนต่อแรงดันของน้ำ  การควบคุมเพื่อให้กล้องทำงานนั้นมีปุ่มควบคุมอยู่ภายนอกกล่องบรรจุ

8.5 กล้องถ่ายรูปจากกล้องจุลทรรศน์ (Photomicrographic Camera)เป็นกล้องที่ออกแบบพิเศษ  สำหรับงานที่ต้องการถ่ายรูปขยายตั้งแต่ 30:1 ถึง 1000:1  ตัวกล้องจะต่อเข้ากับกล้องจุลทรรศน์  สามารถถ่ายรูปได้ตามต้องการ

8.6 กล้องรีโปร (Repro-Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบเพื่อใช้กับงานการพิมพ์เพื่อถ่ายรูปลายเส้น  ภาพแยกสีและพวกฮาลัฟโทนต่างๆ  ซึ่งวัสดุต้นแบบอาจเป็นพวกภาพถ่ายหรือภาพวาดก็ได้หากแต่ต้องมีลักษณะเป็นแผ่นเรียบ

8.7 กล้องถ่ายรูปความไวสูง (High Speed Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับงานถ่ายรูปนิ่ง  ที่ต้องการถ่ายวัตถุที่เคลื่อนที่อย่างเร็วมาก  ซึ่งกล้องธรรมดาไม่สามารถถ่ายได้  กล้องชนิดนี้มีความไวของชัตเตอร์สูงมาก  อาจใช้ถ่ายรูปลูกปืนหรือลูกธนูที่กำลังเข้าหาเป้าได้

8.8 กล้องถ่ายรูปสำหรับผลิตภาพขนาดเล็ก (Microphotographic Camera) เป็นกล้องถ่ายรูปที่ออกแบบมาเพื่อใช้ถ่ายรูปขนาดไม่เล็กกว่า 1/10 ของวัตถุต้นฉบับ  ดังนั้นจึงเหมาะที่จะนำมาถ่ายรูปวาดวงจรอิเล็กโทรนิคและวงจรไฟฟ้าต่าง ๆ

8.9 กล้องพาโนรามา (Panoramic Camera) เป็นกล้องที่ออกแบบเพื่อถ่ายรูปที่มีมุมของวิวกว้างประมาณเกือบ 140 องศา  โดยที่สัดส่วนของภาพที่ได้ไม่ผิดเพี้ยนเหมือนการใช้เลนส์ตาปลา  กล้องชนิดนี้นำมาใช้ถ่ายรูปหมู่ที่มีจำนวนคนมากๆ นั่งเรียงแถวกัน  ซึ่งกล้องธรรมดาไม่สามารถบันทึกภาพให้มีสัดส่วนเหมือนจริงได้  การทำงานของกล้องชนิดนี้มีเลนส์ที่หมุนรอบแนวดิ่ง  โดยแสงจะผ่านเลนส์  แล้วหักเหผ่านช่องแคบที่หมุนตามเลนส์ไปตกลงบนฟิล์มที่มีลักษณะโค้งอยู่ด้านหลังของกล้อง  ทำให้การบันทึกภาพออกมาดูเป็นภาพที่มีลักษณะยาวในแนวระดับ

8.10 กล้องถ่ายรูปแบบจาน (Disk) เป็นกล้องถ่ายรูปที่บันทึกภาพลงบนแผ่นแม่เหล็กแทนการบันทึกลงบนฟิล์มถ่ายรูป  เมื่อต้องการดูภาพก็สอดแผ่นแม่เหล็กลงในเครื่อง  จะทำให้เห็นภาพบนจอโทรทัศน์  ซึ่งเป็นภาพนิ่งและสามารถพิมพ์เป็นแผ่นได้  นอกจากนี้กล้องชนิดนี้ยังนำไปใช้กับการส่งภาพถ่ายเหตุการณ์ จากจุดหนึ่งเข้ายังโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์ภาพข่าวลงในหนังสือพิมพ์  โดยส่งภาพไปตามสายโทรศัพท์ได้  ในปัจจุบันนี้ผู้ผลิตได้คิดค้นและออกแบบให้กล้องถ่ายรูปมีลักษณะการใช้ง่าย สะดวกสบาย และใช้ได้อย่างรวดเร็ว  โดยผู้ใช้อาจไม่ต้องมีความรู้ในด้านการถ่ายภาพมากมาย  ก็สามารถใช้กล้องได้อย่างดีบันทึกภาพได้ตามต้องการและภาพมีคุณภาพ

ดังนั้นกล้องจึงทำงานแบบอัตโนมัติในการปรับหน้ากล้องปรับระดับชัตเตอร์ตามสภาพของแสงที่ถ่าย เช่น กล้องโกดัก อินสตาเมติด (Kodak Instamatic) กล้องอักฟา แรบปิด (Agfa Rapid) Argus, Minox BL, Yashica Atoron และอีกหลายๆ ยี่ห้อให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้ถ่ายรูปตามความต้องการ  กล้องอัตโนมัติบางชนิดสามารถบอกวัน เดือน ปี หรือแม้กระทั่งเวลาในการบันทึกภาพนั้นๆ ด้วย  กล้องชนิดนี้เหมาะมากสำหรับการนำมาใช้  เพื่อเก็บข้อมูลทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  นอกจากจะบอกรายละเอียดต่างๆ ดังกล่าวแล้วยังใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว  ถ้าแสงไม่พอที่จะพอที่จะถ่ายรูปก็สามารถเปิดไฟแฟลชได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย
ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีประเภทชิป (chip) มาใช้แทนฟิล์มถ่ายภาพและได้ภาพประเภทดิจิตอล (Digital) ที่สามารถโหลด (load) เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์ (print) หรือนำไปใช้กับงานสื่อประสม (Multimedia) อื่นๆ ได้

การเลือกซื้อกล้องและอุปกรณ์

1. ซื้อกล้องดิจิตอลอะไรดี
การเลือกซื้อกล้อง ก่อนอื่นต้องดูงบประมาณที่คุณมีก่อน เป็นอันดับแรก จากนั้นให้ดูรูปแบบสำคัญที่สุด ที่คุณอยากได้ เช่น พกพาสะดวก หรือ เอาซูมได้เยอะๆ หรือเอาพิกเซลมากๆ ให้ตั้งเงื่อนไขสำคัญไว้เพียง 1-2 ข้อเท่านั้น จากนั้นให้เลือกตามเงื่อนไขสำคัญนั้นเป็นหลัก อย่าสับสนกับลูกเล่นกระจุกกระจิกบางอย่าง ที่คุณอาจจะไม่ได้ใช้เลยก็ได้ และจะทำให้พลาดประเด็นสำคัญไป หรือสับสนจนเลือกไม่ถูก 

2. ซื้อกล้องดิจิตอลคอมแพ็ค หรือ DSLR ดีกว่ากัน
ถ้าสิ่งต่อไปนี้ คือสิ่งสำคัญที่คุณต้องการในอันดับต้นๆ คือ คุณภาพของภาพ ต้องการฝึกหัดการถ่ายภาพอย่างจริงจัง ต้องการกล้องที่ควบคุมได้ดังใจ และทันใจ พร้อมถ่ายได้ทันที ตอบสนองการถ่ายภาพแบบปุ๊บปั๊บได้ หรือต้องการกล้องที่ทนทานใช้งานได้นาน ไม่ได้ต้องการกล้องที่พกติดตัวตลอด 24 ชม. ถ้าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณต้องการ DSLR คือคำตอบสุดท้ายของคุณ 

3. ถ้ากล้อง DSLR ดีกว่ากล้องคอมแพ็ค ทำไมคนถึงยังซื้อกล้องคอมแพ็คกัน
เพราะข้อดีของกล้องคอมแพ็ค คือ พกพาง่าย ใช้งานง่าย ราคา(โดยส่วนใหญ่)่ ไม่สูงนัก และบางคนไม่ได้ต้องการคุณภาพอะไรมาก ขอแค่กล้องที่ถ่ายบันทึกเรื่องราว ในชีวิตประจำวัน หรือตอนไปท่องเที่ยวเท่านั้น กล้องคอมแพ็คคือคำตอบสุดท้ายสำหรับเขาเหล่านั้น 

4. ทำไมถึงว่ากล้องคอมแพ็ค คุณภาพของภาพสู้กล้อง DSLR ไม่ได้
จุดสำคัญที่ทำให้กล้อง DSLR ดีกว่ากล้องคอมแพ็คในแง่คุณภาพ คือ ขนาดของตัวรับภาพของกล้อง DSLR มีขนาดใหญ่กว่ากล้องคอมแพ็คมากๆ เมื่อตัวรับภาพมีขนาดใหญ่ จึงทำให้สามารถบันทึกภาพได้ดีกว่า โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง noise หรือจุดรบกวนในภาพจากกล้อง DSLR จะมีน้อยกว่าภาพจากกล้องคอมแพ็คมาก หรือ การเก็บรายละเอียด การไล่น้ำหนักของสีสันในภาพ จะทำได้ดีกว่ากล้องคอมแพ็ค 

5. ประกันศูนย์ กับ ประกันร้าน ต่างกันอย่างไร
ประกันศูนย์ คือประกันที่ ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เป็นผู้ให้การรับประกันกล้องหรืออุปกรณ์นั้นๆ ส่วนประกันร้าน คือ ร้านค้าปลีกที่ขายกล้องให้คุณ เป็นคนให้การรับประกันเอง จะมีบางร้านบอกว่า เสียซ่อมศูนย์ อันนั้นก็อย่าสับสนว่าเป็นประกันศูนย์ ยังคงเป็นประกันร้านอยู่ เพราะเฮียเจ้าของร้านเป็นคนบอกว่าจะซ่อม หรือไม่ซ่อมกล้องของคุณ ไม่ใช่ช่างที่ศูนย์ ดังนั้นอย่าสับสน 

6. ซื้อกล้องจากเมืองนอกหรือเมืองไทยดี
ถ้าเป็นเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว จะบอกว่าให้ไปซื้อที่เมืองนอก แต่มา พ.ศ. นี้ แล้ว กล้องบางยี่ห้อยังผลิตในเมืองไทยเลย แล้วคุณจะไปซื้อจากเมืองนอกกันทำไมให้เมื่อยตุ้ม ภาษีนำเข้ากล้องก็ 0% ศูนย์บริการเมืองไทยก็มี แล้วจะไปซื้อต่างประเทศ ให้เสี่ยงโดยหลอกทำไม โดยเฉพาะเผลอๆจะโดนต้มโดนฟัน ขายกล้องย้อมแมวให้อีก จะบินกลับไปต่อว่าคนขายก็คุยกันคนละภาษา ฟันธงเลยว่าซื้อเมืองไทย สบายใจกว่าเยอะครับ

7. กล้องยี่ห้ออะไรดีที่สุด
ซื้อกล้องยี่ห้อที่คุณชอบ เป็นคำตอบสุดท้ายครับ ไม่ได้กวน แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนเราต่างจิตต่างใจ ใครชอบยี่ห้ออะไร ซื้อยี่ห้อนั้นครับ แต่ควรดูเรื่องศูนย์บริการ และบริการหลังการขายด้วยครับ
ลองเข้าไปดูรายละเอียดจากเว็บบริษัทครับ Canon | Nikon | Sony | Samsung | FujiFilm | Olympus | Panasonic | Pentax | Kodak | Ricoh | GE |Casio เป็นต้น

8. ซื้อที่ร้านไหนดี
ร้านแต่ละร้านมักจะมีจุดเด่นคนละแบบ บางร้านเน้นบริการดี แต่อาจจะราคาสูงกว่าหน่อย ก็เหมาะกับคนที่ต้องการความสบายใจ บางร้านเน้นราคาถูกอย่างเดียว ก็ดูเรื่องรับประกันด้วยเพื่อความสบายใจในภายหลัง บางร้านก็เน้นอยู่ในห้างใหญ่ บางร้านเน้นขายทาง internet แต่เอาเป็นว่า ถ้าในกรุงเทพ มีแหล่งซื้ออยู่คร่าวๆดังนี้ ย่านหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว, ย่านสามย่านมาบุญครอง, ย่านพลับพลาไชย, ย่านบางรัก, ฟอร์จูนทาว์น, พันธ์ทิพย์

9. ซื้อกล้องกี่ล้านพิกเซลดี
อยู่ที่ว่าเอาภาพไปใช้งานอะไร ถ้าถ่ายทั่วๆไปไว้ดูในครอบครัว อัดขยายแค่ 4x6 นิ้ว(ภาพจัมโบ้ปกติ) หรืออย่างมากก็แค่ขนาด A4 ก็ซื้อแค่ 5-6 ล้านก็เหลือเฟือ ถ้าเอาภาพไปใช้งานสิ่งพิมพ์ หรือขยายใหญ่กว่า A4 ก็ควรใช้ราวๆ 6-8 ล้าน หรือมากกว่านั้น 


10. จะหาคู่มือภาษาไทยได้ที่ไหน
ลองสอบถามจากทางตัวแทนจำหน่ายดูครับ เดี๋ยวนี้เขาค่อนข้างใจดี อาจจะหยิบยืมถ่ายเอกสารได้ครับ